ท่องเที่ยว จังหวัดจันทบุรี ย้อนรอยเหตุการณ์ รศ.112

รายละเอียดโปรแกรมทัวร์

วันที่ 1
  • เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ด้วยรสบัส ใช้เวลาประมาณ14ชั่วโมง หรือ เดินทางโดยเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมงถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
  • จุดแรกแวะชมความงามของเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อ่าวคุ้งกระเบน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่โดยรอบของป่าชายเลน มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ จัดทำขึ้นนั้น มีระยะทาง 6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 45 นาที – 1ชั่วโมง  เป็นสะพานไม้ระแนง ทอดยาวเข้าไปในดงป่าชายเลน  ซึ่งในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีพรรณไม้หลากหลายชนิด เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โปรงแดง ป่าสักดอกแดง ป่าสักดอกขาว ลำพูทะเล แสมทะเล เป็นต้น ต้นไม้แต่ละชนิดจะมีป้ายบอกชื่อ ลักษณะ และสรรพคุณของไม้นั้นๆ ไว้ด้วย  รวมถึงเราจะได้เห็นสัตว์น้อยแห่งป่าชายเลน อย่างเช่น ปลาตีน ปูแสม วิ่งไปมา รวมถึง บรรยากาศในการเดินชมค่อนข้างร่มรื่นและเย็นสบายด้วยต้นไม้ที่ปกคลุมตลอด 2 ข้างทาง
  • จากนั้นเดินทางไปยังจุดชมวิวเนินนางพญา จุดชมวิวที่สวยที่สุดของจันทบุรี มองเห็นวิวสวยงามรอบๆ ทั้งวิวทะเล ภูเขา และถนนที่เป็นโค้งสวยงาม
  • เดินทางต่อไปยังเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวเจดีย์กลางน้ำ บ้านหัวแหลมซึ่งอยู่ห่างจากจุดชมวิวเนินนางพญา เพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น  แวะเดินชมวิวสวยๆ บนสะพานไม้ที่ทอดตัวยาวท่ามกลางน้ำทะเล ระยะทางประมาณ 50 เมตร เป็นสะพานที่สร้างขึ้นจากพลังแห่งศรัทธาของชาวบ้าน เป็นทางเดินเพื่อสักการะ “เจดีย์บ้านหัวแหลม”เป็นเจดีย์ที่มีอายุกว่า 200 ปี เชื่อกันว่าสร้างไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวประมง
  • มุ่งหน้าไปยังหาดเจ้าหลาว เข้าที่พัก  เล่นน้ำทะเล และพักผ่อนตามอัธยาศัย หาดเจ้าหลาว  เป็นชายหาดที่สวยที่สุดในจันทบุรี อยู่ห่างจากอำเภอท่าใหม่ 19 กิโลเมตร ถัดมาจากหาดแหลมเสด็จ มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นหาดทรายสีเหลืองละเอียด ชายหาดยาวเกือบ 10 กิโลเมตร น้ำทะเลใสสะอาด คลื่นไม่แรง ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว   เข้าที่พัก  เล่นน้ำทะเล และพักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันที่ 2
  • รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรม ก่อนออกเดินทาง
  • ระหว่างทางแวะที่วัดปากน้ำแขมหนู อ.ท่าใหม่ ชมความสวยงามของ โบสถ์เซรามิกสีน้ำเงิน โดดเด่นวิจิตรตระการตา และป็นเอคุกขี้ไก่ ชาวบ้านเรียกว่าป้อมฝรั่งเศส ต่อมาใช้เป็น ที่กักขัง นักโทษทั้งทหารญวนคนจีนคนในบังคับของฝรั่งเศสรวมทั้งคนไทยที่ต่อต้านฝรั่งเศส  โดยขังคนไว้ด้านล่าง  ด้านบนเลี้ยงไก่เพื่อให้ถ่ายมูลใส่นักโทษ
  • ใกล้กับคุกขี้ไก่  เดินเที่ยวชมตึกแดง และเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์  ตึกแดงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 พร้อมกับคุกขี้ไก่ ลักษณะเป็นตึกชั้นเดียว สีแดง หลังคามุงกระเบื้อง สร้างด้วยอิฐถือปูน กว้าง 7 เมตร ยาว 32 เมตร เดิมทาสีแดง จึงเรียกว่า “ตึกแดง” ภายในแบ่งออกเป็น 5 ห้องมีประตูเปิดถึงกันหมด มีระเบียงทั้งสองข้างตามแนวยาว  เป็นอาคารที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ. 112 ในบริเวณป้อมพิฆาตข้าศึก โดยรื้ออิฐจากป้อมมาสร้าง เพื่อใช้ตึกนี้เป็นกองรักษาการณ์ และที่พักของทหารที่ รักษาปากน้ำแหลมสิงห์ ในครั้งนั้นกลักษณ์เฉพาะตัว
  • รับประทานอาหารกลางวัน….
  • เดินทางไปอาสนวิหาร พระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล  เป็นอาสนวิหารประจำมิสซังโรมันคาทอลิกจันทบุรี ตั้งอยู่บริเวณริมคลองจันทบุรี ตรงข้ามชุมชนเก่าแก่จันทบูร บรรยากาศคลาสสิก  โบสถ์คาทอลิกจันทบุรี หรือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เป็นโบสถ์คริสต์คาทอลิกเก่าแก่ที่มีความสวยงามมาก ถือว่าเป็น Unseen แห่งหนึ่งของเมืองจันทบุรีเลย ที่ตั้งของโบสถ์นี้อยู่ในตัวเมืองจันทบุรี บริเวณชุมชนริมน้ำจันทบูร
  • เยี่ยมชมย่านชุมชนโบราณริมน้ำจันทบุรี  ชุมชนริมน้ำจันทบูร ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนและญวน  แต่เดิมรู้จักกันในชื่อที่เรียกกันติดปากว่า “บ้านลุ่ม” ซึ่งเป็นชุมชน เก่าแก่ของชาวจีนและญวนอพยพตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ต่อมาได้พัฒนามาเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าของ จันทบุรีที่สำคัญแห่งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันคือสถานที่ท่องเที่ยว ที่หากใครที่มาเยือนจังหวัด จันทบุรี แล้วไม่ควรพลาด  มีจุดเริ่มต้นจากเชิงสะพานวัดจันทร์ เป็นแนวไปตลอดจนถึงชุมชนตลาดล่าง บริเวณที่เรียกว่าท่าเรือจ้างอาคาร ส่วนใหญ่ เป็นที่พักอาศัย และร้านค้าของชุมชนที่มีอายุเกือบร้อยปี   ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะเป็นตึกแถวโบราณลวดลายไม้จำหลักอ่อนช้อย งดงาม
  • เดินทางเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย
  • รับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร……..

 

วันที่ 3
  • รับประทานอาหารที่โรงแรม
  • เดินทางไปยังสวนผลไม้  เที่ยวชมสวนซึ่ง พื้นที่โดยรอบสวนมีความสวยงาม ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ รายล้อมไปด้วยขุนเขา บรรยากาศแบบบ้านในสวน น่านั่งพักผ่อน  มีผลไม้สดจากต้นให้ได้ลิ้มลองหลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน, ลองกอง, เงาะ, สละสุมาลี และมังคุด เป็นต้น
  • แวะน้ำตกพลิ้ว  สัมผัสความสวยงามของน้ำตกพลิ้ว เล่นน้ำเย็นๆและเล่น หรือให้อาหารปลาพลวงหิน  นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำคัญเนื่องจากรัชกาลที่ 5 ได้เสดก็จมาที่นี่ถึง 12 ครั้ง ด้วยตำนานความรักที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงมีให้แก่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทำให้เกิดเป็นเรื่องเล่าสืบกันมาว่า หากคู่รัก คู่ใดได้มากราบไหว้สักการะพีระมิดแห่งรักนี้ จะสมหวังและเป็นความรักที่มั่นคงนั่นเองค่ะ ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาที่ไหนเพื่ออธิษฐานมากมาย รวมไปถึงมาชมความสวยงามของน้ำตกพลิ้ว
  • พักรับประทานอาหารกลางวันและ ซื้อของฝากของที่ระลึก
  • เดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่

 

เงื่อนไข
    • ราคานี้ไม่รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
    • ค่าเข้าชมสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • ราคานี้ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย3% กรณีขอใบกำกับภาษี
  • ราคานี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่ามินิบาร์โรงแรม ค่าซักรีด ค่าโทรศัพท์ และบริการอื่นๆ นอกเหนือจากทางบริษัทกำหนด
  • ราคานี้ไม่รวมทิปมัคคุเทศก์และคนขับ
  • อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท (อายุต่ำกว่า 4 ขวบ และ 60 ปีขึ้นไป และผู้พิการชาวไทย เข้าชมฟรี) ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
  • ราคานี้ไม่รวมอาหารเย็น

 

ราคานี้รวม
  • ที่พัก 2 คืน
  • อาหาร 3 มื้อ
  • รถยนต์หรือ รถตู้ พร้อมคนขับ
  • มัคคุเทศก์
  • ประกันอุบัติเหตุ

 

หมายเหตุ โปรแกรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหาะสม หากเกิดปัญหาเฉพาะหน้า

 

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  1. อาสนวิหาร พระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล  เป็นอาสนวิหารประจำมิสซังโรมันคาทอลิกจันทบุรี ตั้งอยู่บริเวณริมคลองจันทบุรี ตรงข้ามชุมชนเก่าแก่จันทบูร บรรยากาศคลาสสิก  โบสถ์คาทอลิกจันทบุรี หรือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เป็นโบสถ์คริสต์คาทอลิกเก่าแก่ที่มีความสวยงามมาก ถือว่าเป็น Unseen แห่งหนึ่งของเมืองจันทบุรีเลย ที่ตั้งของโบสถ์นี้อยู่ในตัวเมืองจันทบุรี บริเวณชุมชนริมน้ำจันทบูรที่มาของการสร้างโบสถ์แห่งนี้เริ่มจากชาวคาทอลิกเวียดนามจำนวน 120-130 คน ที่อพยพหนีการเบียดเบียนทางศาสนาในโคชิน มาตั้งรกรากอยู่ที่จันทบุรี และได้ร่วมมือกับคุณพ่อเฮิ้ต โตแลนติโน สร้างโบสถ์ไว้เป็นศาสนสถาน โบสถ์สร้างขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2254 บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี เป็นโบสถ์ขนาดเล็ก ต่อมามีความวุ่นวายเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวคริสต์คาทอลิกแยกย้ายกระจัดกระจายกันไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2295 ชาวคริสต์คาทอลิกก็ได้กลับมารวมตัวกันใหม่ และได้สร้างโบสถ์ใหม่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี (สถานที่ตั้งในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. 2377ในปี พ.ศ. 2446 ได้ก่อสร้างโบสถ์หลังปัจจุบันขึ้น (โบสถ์หลังที่ 5) ให้มีขนาดใหญ่กว่าหลังเก่าเพื่อรองรับกับจำนวนคริสตศาสนิกชนที่เพิ่มมากขึ้น   โดยมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ภายในตกแต่งด้วยกระจกสี  ที่เรียกว่า สเตนกลาส เป็นภาพนักบุญต่างๆ ซึ่งมีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง   หลังจากนั้นได้มีการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนถึงปี พ.ศ. 2528 ได้มีการจัดงานฉลองโบสถ์คาทอลิกจันทบุรีครบรอบ 75 ปี ขึ้นในปีดังกล่าวด้วย นับได้ว่าโบสถ์คาทอลิกแห่งนี้เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่มีความเก่าแก่และกล่าวกันว่ามีความงดงามมากที่สุดในประเทศไทย    ยอดโดมปลายแหลมอาสนวิหารฯ เคยถูกถอดออกเมื่อสมัยพิพาทอินโดจีน พ.ศ.2483 เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศ และได้นำยอดโดมมาใส่อีกครั้งในปี พ.ศ.2552 เนื่องในโอกาสฉลองอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล 100 ปี ที่ใต้โดมฝั่งขวาจะมีนาฬิกาโบราณอยู่ ติดตั้งในปี พ.ศ. 2452 เป็นนาฬิกาขนาดใหญ่ มีเส้นรอบวงถึง 4.7 เมตร สามารถมองเห็นได้ไกลระยะ 2 กิโลเมตร ภายในอาสนวิหารฯ ตกแต่งสวยแบบโบสถ์ในยุโรป มีซุ้มโค้งตามเสา หลังคาสูง สลักลวดลายที่ฝาผนังรอบตัวโบสถ์ประดับด้วยกระจกสี “สเตนกลาส” เป็นรูปนักบุญ ให้แสงผ่านเข้ามาในตัวโบสถ์ได้ กระจกสีเหล่านี้เป็นของเก่าแก่ติดตั้งในปี พ.ศ. 2455 – 2457   ส่วนที่สวยที่สุดของโบสถ์ด้านในจะเป็นบริเวณเวทีด้านหน้า ประดับด้วยรูปปั้นพระนางมารีอา นักบุญ และไม้กางเขน อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ แม่พระประดับพลอย ที่หน้าแท่น เป็นรูปปั้นพระแม่มารีย์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก มีการประดับพลอยที่รูปปั้นถึง 2 แสนเม็ด 2 หมื่นกะรัต มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และยังประดับด้วยทองคำ เงิน ในส่วนต่างๆ ของชุด ที่ฐานด้านล่างจะเห็นแม่พระกำลังเหยียบงู อันหมายถึงมาร สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการมาถ่ายรูปจะเป็นช่วงบ่าย เนื่องจากว่าไม่ย้อนแสง ถ่ายรูปออกมาแล้วเห็นรายละเอียดสวย ในช่วงบ่ายโบสถ์จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในได้ในเวลา 13.00 – 16.30 น. ยกเว้นว่าวันไหนมีพิธีแต่งงานก็งดเข้าชม ส่วนด้านนอกสามารถถ่ายรูปได้ตลอดเวลา
    เวลาทำการ   วันจันทร์-เสาร์ เช้า 8.30 – 12.00 น. และ บ่าย 13.00 – 16.30 น. วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 10.00 – 16.30 น. กรุณาแต่งกายสุภาพและสำรวมเวลาเข้าเยี่ยมชม ไม่มีค่าเข้าชมเวลามิสซา (Time of Mass) วันจันทร์ ถึง วันเสาร์ 6.00 น. , 19.00 น. วันอาทิตย์ 6.00น. ,8.30น. ,19.00น.

    ที่ตั้ง 110 หมู่ 5 ถนนสันติสุข ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000

    การเดินทาง จากตัวเมืองจันทบุรี

    – เส้นทางที่ 1 สามารถเข้าทางเดียวกับวัดไผ่ล้อม เมื่อถึงวัดไผ่ล้อมแล้วเดินทางต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร หรือจากตัวเมืองเดินทางข้ามสะพานวัดจันท์ไปตามถนนจันทนิมิตรจะพบทางแยกขวาไปโบสถ์คาทอลิก

    – เส้นทางที่ 2 จากถนนสุขาภิบาล เลียบแม่น้ำจันทบุรี เดินข้ามสะพานนิรมล ก็จะเจอกับอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล

  2. ชุมชนริมน้ำจันทบูร ชุมชนริมน้ำจันทบูร ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนและญวน  แต่เดิมรู้จักกันในชื่อที่เรียกกันติดปากว่า “บ้านลุ่ม” ซึ่งเป็นชุมชน เก่าแก่ของชาวจีนและญวนอพยพตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ต่อมาได้พัฒนามาเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าของ จันทบุรีที่สำคัญแห่งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันคือสถานที่ท่องเที่ยว ที่หากใครที่มาเยือนจังหวัด จันทบุรี แล้วไม่ควรพลาด  มีจุดเริ่มต้นจากเชิงสะพานวัดจันทร์ เป็นแนวไปตลอดจนถึงชุมชนตลาดล่าง บริเวณที่เรียกว่าท่าเรือจ้างอาคาร ส่วนใหญ่ เป็นที่พักอาศัย และร้านค้าของชุมชนที่มีอายุเกือบร้อยปี   ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีลักษณะเป็นตึกแถวโบราณลวดลายไม้จำหลักอ่อนช้อย งดงาม อยู่ตามบานประตูหน้าต่างและมุมอาคาร ซึ่งจะพบรูปแบบเรือนขนมปังขิงปะปนอยู่ด้วย เพราะชาวจันทบุรีได้รับอิทธิพลจากการ ติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศเมื่อสมัย ร. 5 ลักษณะการฉลุลายของช่างฝีมือชาวจันทบุรี จัดได้ว่า มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะการจำหลักฉลุช่องลม เป็นภาพจำหลัก นูนรูปหัวพยัคฆ์สอดแทรกอยู่ตามกิ่งเครือเถา หรือความคมเฉียบของลายที่แฝง ไปด้วยความอ่อนช้อย ของลายจำหลักจึงถือว่าเป็นย่านประวัติศาสตร์ของจันทบุรี
  3. ล่องแพ ดูเหยี่ยวแดง ล่องแพเปียก เล่นน้ำ ชมเหยี่ยวแดง ชมธรรมชาติ พายเรือแคนู (แพคเกจการเที่ยวจะรวมในราคาที่พักโฮมสเตย์)
  4. วัดปากน้ำแขมหนู อ.ท่าใหม่ โบสถ์เซรามิกสีน้ำเงิน โดดเด่นวิจิตรตระการตา  ตั้งอยู่บริเวณสะพานปากน้ำแขมหนู ริมชายฝั่งปากอ่าว  เมื่อลงจากสะพาน แล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึง วัดปากน้ำแขมหนู  สำหรับความเป็นมาของพระโบสถ์หลังนี้ เนื่องจากพระโบสถ์หลังเก่าเริ่มชำรุดทรุดโทรมมากขึ้น เพราะวัดอยู่ติดกับทะเล   ทำให้โครงสร้างผุกร่อนลุกลามไปจนถึงหลังคา จึงได้รื้อโบสถ์หลังเก่า และก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้น พร้อมหาวิธีที่จะป้องกันไม่ให้โบสถ์หลังใหม่เกิดความชำรุดเสื่อมโทรมเร็ว จึงมีแนวความคิดที่จะใช้เซรามิกมาเคลือบชั้นปูนพระอุโบสถ   เพื่อป้องกันน้ำเค็ม และใช้ลวดลายสีน้ำเงินตัดกับสีขาว ตามแบบสีของเครื่องลายครามในสมัยโบราณที่นิยมใช้เพียง 2 สีนี้เท่านั้น  เมื่อลองมาใช้ก็พบว่ามีความสวยงาม โดดเด่น  ปัจจุบันพระอุโบสถยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการประดับกระเบื้องเซรามิค ซึ่งประดับได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว  ภายในโบสถ์โดดเด่นด้วยประตูโบสถ์ไม้ทั้ง 4 บาน และหน้าต่างลงลายมุข ภาพเทพทวารบาล ผนังโบสถ์มีภาพวาดเกี่ยวกับเกี่ยวกับพุทธประวัติ และ มีการประดับภาพลงสีในพื้นเซรามิกเป็นภาพเกี่ยวกับวรรณคดีชาดก และพระมหาชนก มีพระประธานที่จำลองแบบจากพระพุทธชินราชการเดินทาง   ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี ประมาณ 28 กม. จากถนนสุขุมวิท จันทบุรี-กรุงเทพฯ มาตามเส้นทาง ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต เลียบชายหาดเจ้าหลาว ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ หรือ ถนนหมายเลข 4036 จนมาถึง สะพานเฉลิมเกียรติ หรือสะพานปากน้ำแขมหนู เมื่อลงจากสะพาน แล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะถึง วัดปากน้ำแขมหนู
  5. จุดชมวิวเจดีย์กลางน้ำ บ้านหัวแหลม เดินชมวิวสวยๆ บนสะพานไม้ที่ทอดตัวยาวท่ามกลางน้ำทะเล ระยะทางประมาณ 50 เมตร เป็นสะพานที่สร้างขึ้นจากพลังแห่งศรัทธาของชาวบ้าน เป็นทางเดินเพื่อสักการะ “เจดีย์บ้านหัวแหลม”เป็นเจดีย์ที่มีอายุกว่า 200 ปี เชื่อกันว่าสร้างไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวประม
  6. จุดชมวิวเนินนางพญา จุดชมวิวที่สวยที่สุดของจันทบุรี มองเห็นวิวสวยงามรอบๆ ทั้งวิวทะเล ภูเขา และถนนที่เป็นโค้งสวยงาม  จุดชมวิวเนินนางพญา ตั้งอยู่บนเนินริมทะเลใกล้กับหาดคุ้งวิมานและปากอ่าวคุ้งกระเบน  เป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อของจันทบุรีเพราะมีทิวทัศน์ที่สวยงาม และเป็นถนนเลียบทะเลที่ยาวที่สุดในประเทศไทย   มีระยะทางทั้งหมด 111 กิโลเมตร แต่ที่คนนิยมไปถ่ายรูปกัน ก็คือ จากปากน้ำประแส จังหวัดระยอง ไปตามถนนเฉลิมบูรพาชลทิต และไปสิ้นสุดยังจุดชมวิวเนินนางพญา จันทบุรี นั่นเอง แถมถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนแลนด์มาร์คของนักปั่นไปเรียบร้อยแล้ว  และตลอดเส้นทางจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่าวคุ้งวิมาน และจุดชมวิวเนินนางพญา
    การเดินทางถ้าเดินทางจากกรุงเทพฯ มอเตอร์เวย์มุ่งตรงชลบุรี แยกเข้าถนน 344 ทางไป อ.บ้านบึง แล้วตรงไปยังอำเภอแกลง จ.ระยอง เข้าถนนสุขุมวิท มุ่งตรงไปทางจันทบุรี เลี้ยวเข้าถนน 339 ตรงไปยังอ่าวคุ้งวิมาน เมื่อถึงคุ้งวิมาน ไปต่อประมาณ 1.5 กิโลเมตร
  7. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรพัฒนาปัถวีชุมชนเกษตรกรออร์แกนิกของเมืองจันทบุรี ฟังเรื่องราวการทําสวนผัก และผลไม้จากผู้ริเริ่มรายแรกๆ ของจังหวัดจันทบุรี “ พี่รัฐไท ” นั่งซาเล้งเที่ยวสวนผลไม้ ชิมน้ำหวานสดๆ จากรังชันโรง กินอิ่มอร่อยภายใต้ Concept “ Chef’s Table ” นําเสนอเมนูโดยเชฟชุมชนที่นำผักและผลไม้ปลอดสารของเด่นของดีที่มีในท้องถิ่น มาเป็นวัตถุดับหลักในการปรุงอาหารต้องเช็คช่วงฤดูกาลผลไม้ ช่วง เมษายน ถึงมิถุนายน
  8. หาดเจ้าหลาว เป็นชายหาดที่สวยที่สุดในจันทบุรี อยู่ห่างจากอำเภอท่าใหม่ 19 กิโลเมตร ถัดมาจากหาดแหลมเสด็จ มีบรรยากาศเงียบสงบ เป็นหาดทรายสีเหลืองละเอียด ชายยาวเกือบ 10 กิโลเมตร น้ำทะเลใสสะอาด คลื่นไม่แรง ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว
  9. เส้นทางศึกษาธรรมชาติ อ่าวคุ้งกระเบน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ได้เริ่มก่อตั้งตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมง และการเกษตรในเขตพื้นที่ดินชายฝั่งทะเลจันทบุรี โดยได้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ การจัดการทรัพยากรชายฝั่ง การส่งเสริมและ พัฒนาอาชีพราษฎรของศูนย์ฯ คุ้งกระเบน โดยได้ส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาสภาพธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเข้าใจระบบนิเวศในป่าชายเลนและรู้จักใช้ทรัพยากรเหล่านั้นให้ เกิดประโยชน์สูงสุด  พื้นที่โดยรอบของป่าชายเลน มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ จัดทำขึ้นนั้น มีระยะทาง 1.6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 45 นาที – 1ชั่วโมง  เป็นสะพานไม้ระแนง ทอดยาวเข้าไปในดงป่าชายเลน  ซึ่งในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีพรรณไม้หลากหลายชนิด เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โปรงแดง ป่าสักดอกแดง ป่าสักดอกขาว ลำพูทะเล แสมทะเล เป็นต้น ต้นไม้แต่ละชนิดจะมีป้ายบอกชื่อ ลักษณะ และสรรพคุณของไม้นั้นๆ ไว้ด้วย  รวมถึงเราจะได้เห็นสัตว์น้อยแห่งป่าชายเลน อย่างเช่น ปลาตีน ปูแสม วิ่งไปมา รวมถึง บรรยากาศในการเดินชมค่อนข้างร่มรื่นและเย็นสบายด้วยต้นไม้ที่ปกคลุมตลอด 2 ข้างทางระหว่างทางเดินจะมีศาลา ให้ความรู้ทั้งสิ้นจำนวน 10 ศาลาดังนี้ศาลาที่ 1 กำเนิดอ่าวคุ้งกระเบน การกำเนิดของอ่าวคุ้งกระเบนและป่าชายเลนศาลา 2 ไม้เบิกนำ ไม้เบิกนำ เป็นเรื่องของต้นไม้ที่เป็นเหมือนทัพหน้า ได้แก่ ไม้แสม และไม้ลำพู เป็นพืชตัวเบิกทางที่ขึ้นมาก่อนพืช ชนิดอื่นเป็นการเตรียมพื้นที่สำหรับต้นไม้อื่นๆ เพื่อให้เกิดการสะสมตะกอน ดินเลน เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับต้นโกงกางใบเล็กโกงกาง ใบใหญ่ และพืชชนิดอื่นๆ ที่จะขึ้นตามมาศาลา 3 ดงฝาด เป็นเรื่องระบบการสืบพันธุ์ และระบบรากของต้นไม้ในป่าชายเลน พืชที่อาศัยอยู่ในดินที่มีน้ำขังตลอด ออกซิเจน ในดินน้อย ทำให้ต้องมีการปรับตัว โดยมีลักษณะรากพิเศษในแบบต่างๆ เช่น

    – รากค้ำยัน (Stilt Roots) มีรากโผล่พ้นดิน ลักษณะคล้ายสะพานโค้ง เช่น ไม้โกงกาง

    – รากหายใจ (Pneumatophores) มีลักษณะเป็นแท่งแหลมๆ โผล่ขึ้นมาจากดิน ลักษณะคล้ายดินสอปักอยู่ เช่น ไม้แสม ลำพู

    – รากหายใจรูปร่างคล้ายเข่า (Knee Roots) มีลักษณะเป็นก้อนๆ ปุ่มๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ เช่น ต้นฝาด โปรง

    – รากพูพอน (Buttress Roots)  มีลักษณะกางออกมาในแนวตั้ง เหมือนปีกของต้นไม้ อยู่บริเวณโคนต้น เช่นรากตะบูน ตะบัน

    ศาลา 4 ป่าปลูก เป็นเรื่องการปลูกต้นไม้ป่าชายเลน ห่วงโซ่อาหาร และระบบการพึ่งพาในธรรมชาติของป่าชายเลน

    ศาลา 5 ปู่แสม   ต้นไม้ผู้สร้างแผ่นดินเป็นจุดที่มีต้นแสมขาว อายุนับร้อยปี (จึงเรียกว่า “ปู่”) และได้เห็นเรื่องวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน และการหาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำในบริเวณป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน

     

    ศาลา 6 โกงกาง เป็นเรื่องประโยชน์และความสำคัญของไม้โกงกาง ที่นอกจากจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว ยังใช้ทำถ่านที่มีคุณภาพสูง เพราะให้ความร้อนสูง ติดไฟง่าย ไม่แตกปะทุ ควันไฟน้อย คุเป็นถ่านไฟได้นานจึงได้ราคาสูงกว่าถ่านไม้อื่น

    ศาลา 7 ป่าไม้   ประมงเป็นเรื่องการปลูกป่าชายเลนควบคู่กับการเลี้ยงปลากระพงขาว

    ศาลา 8 ลำพู เป็นเรื่องของไม้ในวงศ์ลำพู และความสัมพันธ์กับหิ่งห้อย

    ศาลา 9 ประมง เป็นการอธิบายการเลี้ยงกุ้งแบบรักษาสภาพแวดล้อม การบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติ และระบบชลประทานน้ำเค็ม

    ศาลา 10  เชิงทรง เป็นเรื่องของระบบนิเวศวิทยา พื้นที่รอยต่อระหว่างป่าบกกับป่าชายเลน เช่น ต้นเตยทะเล

    นอกจากศาลาทั้ง 10 ที่ให้ความรู้ในเรื่องของธรรมชาติป่าชายเลนแล้ว ยังมีจุดอื่นๆ ให้แวะศึกษา พักผ่อน อีกหลายแห่งเช่น

    ศาลาชมวิว  เป็นศาลาที่สร้างยื่นไปในอ่าว ให้สามารถมองเห็นแนวป่าชายเลน วิถีชีวิตชาวบ้าน และชาวประมงที่อยู่ในบริเวณอ่าว

    ศาลาเรือคายัค เป็นท่าจอดเรือคายัค สำหรับผู้ที่มาเที่ยวศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ได้พายเรือชมป่าชายเลน

    ศาลาพะยูน  เป็นจุดที่มีอนุสรณ์ “จ้าวแห่งคุ้งกระเบน” ได้แก่ หมูดุด* หรือ พะยูน (Dugong dugon) ซึ่งในอดีตที่อ่าวคุ้งกระเบน เคยมีพะยูนอาศัยอยู่ เพราะเป็นบริเวณที่มี “หญ้าทะเล**” ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ของพะยูน ต่อมาหญ้าทะเลหมดไป ทำให้พะยูนก็หายไปด้วยพะยูน ตัวสุดท้ายที่พบบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนคือเมื่อปี พ.ศ. 2533 จากนั้นก็ไม่มีพะยูนให้เห็นอีก จนกระทั่งทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้ง กระเบนได้มีการปลูกหญ้าทะเล ที่เป็นอาหารหลักของพะยูน ได้แก่หญ้าผมนาง และหญ้าชะเงาใบขาว (หรือว่านน้ำ) เพื่อให้พะยูน หวนกลับมาที่อ่าวคุ้งกระเบนอีกครั้ง

    หมูดุด เป็นภาษาพื้นบ้านที่เรียกพะยูน เพราะมีลักษณะคล้ายสัตว์บก เวลากินอาหารคล้ายวัวเล็มหญ้า (เรียกว่าดุด) บางคนอาจเรียก หมูน้ำ หรือ วัวทะเล (Sea Cow) พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เราจึงไม่ควรเรียกว่า ปลาพะยูน แต่ควรเรียกว่า พะยูน

    พะยูน เป็นสัตว์ป่าสงวนที่เป็นสัตว์น้ำ มีลักษณะคล้ายแมวน้ำขนาดใหญ่ ตัวอ้วนกลมเทอะทะ มีครีบด้านหน้าที่พัฒนามาจากขาหน้า ไม่มีครีบหลัง ตาเล็ก ตัวเมียมีเต้านม 2 เต้า อยู่ถัดลงมาจากขาหน้า มีหางคล้ายโลมา พะยูนหายใจด้วยปอด จึงต้องขึ้นมาหายใจบน ผิวน้ำและสามารถกลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำนานราว 20 นาที

    หญ้าทะเล เป็นพืชที่เคยอยู่บนบก แต่มีวิวัฒนาการให้มีชีวิตอยู่ในน้ำทะเลได้ ในอดีต อ่าวคุ้งกระเบน เป็นบริเวณที่เคยมีหญ้าทะเล อยู่มาก เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการขึ้นของหญ้าทะเล คือ พื้นเป็นดินทราย มีแร่ธาตุในที่เหมาะกับการขึ้น ของสาหร่าย และหญ้าทะเล หญ้าที่เป็นอาหารของพะยูน ที่มีอยู่ 2 ชนิดคือ หญ้าชะเงา (มีลักษณะใบรีๆ ยาวๆ ขึ้นแล้วเลื้อยไปตาม พื้นดิน) และหญ้าผมนาง (ขึ้นมาเป็นเส้นๆ เหมือนเส้นผม) นอกจากจะเป็นอาหารของพะยูนแล้ว หญ้าทะเลยังเป็นแหล่งพักพิง ที่หลบภัย และที่วางไข่ สำหรับสัตว์น้ำบางชนิด เช่น ปลาหมึก เป็นต้น

    หอดูเรือนยอดไม้

    เป็นหอที่ทำด้วยไม้ มีความสูงประมาณ 15 เมตร มีบันไดขึ้นลงเป็นแบบบันไดเวียน มีจุดพักในแต่ละชั้น และมีระเบียงทำเป็นที่นั่งพัก ชั้นบนสุดมีลักษณะเป็นระเบียงห้าเหลี่ยม มีที่นั่ง สำหรับชมวิวอ่าวคุ้งกระเบน วิวป่าชายเลนจากมุมสูง และถ้าโชคดีอาจได้เห็นนกที่ อาศัยอยู่ในแถบอ่าวคุ้งกระเบนที่มีมากกว่า 120 ชนิด เช่น นกยางเปียง นกยางเหนียว นกจาบคาเล็กนกกินเบี้ยว

    รายละเอียดเพิ่มเติม

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไม่มีค่าเข้าชม เปิดทุกวัน 08.00 – 18.00 น. การเดินทางไปยังศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนใช้เส้นทางเดียวกับทางไปหาดเจ้าหลาว ตรงไปยังทางแหลมเสด็จ เพราะศูนย์ฯ ตั้งอยู่ตรงข้ามหาดแหลมเสด็จ ทางเข้าอยู่ด้านขวา ตรงข้ามกับศูนย์ประมง เบอร์ติดต่อ โทร. 039-433-216-8

  10. อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว หรือ น้ำตกพลิ้ว ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาสระบาป อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ค่ะ ภายในอุทยานฯ นอกจากจะมีน้ำตกสวยไหลตลอดทั้งปีแล้ว ยังเป็นจุดที่จารึกประวัติศาสตร์สำคัญของไทยอีกด้วย เพราะเป็นน้ำตกที่รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสถึง 12 ครั้งด้วยกันการเดินทางจากตัวเมืองขับรถออกมาที่ถนนสุขุมวิทตรง กิโลเมตรที่ 346 มีทางแยกซ้ายไปน้ำตกพลิ้ว 2 กิโลเมตร (สามารถใช้บริการรถสองแถวจันทบุรี-น้ำตกพลิ้ว)
  11. คุกขี้ไก่ ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112เมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึดจันทบุรีในกรณีพิพาทกันด้วย เรื่องดินแดน ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ระหว่างนั้นกองทหารฝรั่งเศสประมาณ 600 คน แยกกันอยู่สองแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่ที่เมืองจันทบุรี บริเวณ ที่เป็นค่ายทหารในปัจจุบัน อีกแห่งอยู่ที่ปากน้ำแหลมสิงห์  มีลักษณะเป็นป้อมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสลบเหลี่ยม ก่อด้วยอิฐ กว้าง 4 ม. สูง 10 ม. หลังคาเดิมเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องทรงพีระมิด มีประตูทางเข้าออกหนึ่งช่อง ด้านบนเป็นช่องระบายลม ปัจจุบันชำรุดหมดสภาพ ไปแล้ว ในอดีตรอบป้อมมีน้ำล้อม และใช้เป็นป้อมปืนและป้อมตรวจการณ์ปากน้ำแหลมสิงห์  ชาวบ้านเรียกว่าป้อมฝรั่งเศส ต่อมาใช้เป็น ที่กักขัง นักโทษทั้งทหารญวนคนจีนคนในบังคับของฝรั่งเศสรวมทั้งคนไทยที่ต่อต้านฝรั่งเศส  โดยขังคนไว้ด้านล่าง  ด้านบกเลี้ยงไก่เพื่อให้ถ่าย ใส่นักโทษ คุกนี้เลิกใช้งานเมื่อทหารฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากเมืองจันท์เมื่อปี พ.ศ. 2447การเดินทางคุกขี้ไก่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (จันทบุรี-ตราด) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมาย เลข 3149 ก่อนถึงอำเภอแหลมสิงห์ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ
  12. ตึกแดง ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ บริเวณท่าเรือแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ ใกล้กับคุกขี้ไก่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 พร้อมกับคุกขี้ไก่ ลักษณะเป็นตึกชั้นเดียว สีแดง หลังคามุงกระเบื้อง สร้างด้วยอิฐถือปูน กว้าง 7 เมตร ยาว 32 เมตร เดิมทาสีแดง จึงเรียกว่า “ตึกแดง” ภายในแบ่งออกเป็น 5 ห้องมีประตูเปิดถึงกันหมด มีระเบียงทั้งสองข้างตามแนวยาว  เป็นอาคารที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2436 หรือ ร.ศ. 112 ในบริเวณป้อมพิฆาตข้าศึก โดยรื้ออิฐจากป้อมมาสร้าง เพื่อใช้ตึกนี้เป็นกองรักษาการณ์ และที่พักของทหารที่ รักษาปากน้ำแหลมสิงห์ ในครั้งนั้นฝรั่งเศสได้แผ่อิทธิพลครอบครองญวนและเขมร และหาเหตุรุกรานไทยโดยอ้างว่า ดินแดนฝั่งซ้ายของ แม่น้ำโขงคือ อาณาจักรลาวเกือบทั้งหมด รวมทั้งแคว้น 12 จุไท เคยเป็นของญวนและเขมรมาก่อน จึงถือโอกาสเข้ายึดครองทำสงครามสู้รบ กับไทย ครั้งนั้นไทยต้องจ่ายค่าเสียหาย 4 ล้านบาท ก่อนจ่ายค่าเสียหาย ฝรั่งเศสจึงยึดจันทบุรีไว้ ตั้งแต่ พ.ศ.2436-พ.ศ.2446 จากวิกฤตการณ์ครั้งนั้นทำให้ไทยต้องสูญเสียดินแดนอาณาจักรลาวเกือบทั้งหมด รวมทั้ง 12 จุไทด้วยรัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินการคานอำนาจเช่น ทรงแสวงหามิตรประเทศที่เป็นมหาอำนาจการยุโรป เช่น รัสเซีย เยอรมนี เพื่อคานอำนาจกับ ฝรั่งเศส รวมทั้งการเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างความประทับใจแก่ฝรั่งเศสเป็น อย่างมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ตึกแดงได้รับการบูรณะเพื่อใช้เป็นอาคารห้องสมุดและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนของอำเภอแหลมสิงห์และเลิก ใช้ไป จนกระทั่งในปัจจุบันตึกแดงเปิดให้ นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเข้าชม เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 16.30การเดินทางจาก อ.เมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ไปทาง อ.ขลุง จนถึงบริเวณสถานวิจัยพืชสวนจันทบุรี ให้เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 3149 ตรงไปจนเกือบสุดถนน คุกขี้ไก่อยู่ทางขวามือก่อนถึงท่าเรือข้ามฟาก จากคุกขี้ไก่ไปอีกประมาณ 200 ม. ตึกแดงอยู่ทางซ้ายมือ ใกล้กับท่าเรือ